เครื่องมือนี้ช่วยตอบอะไร
ก่อนซื้อ RMF, Thai ESG หรือ Thai ESGX เพื่อลดหย่อนภาษี คำถามที่ควรถามคือ "ฉันมี พื้นที่สิทธิ เหลือเท่าไหร่" ไม่ใช่ "ควรซื้อเท่าไหร่" เครื่องมือนี้คำนวณพื้นที่สิทธิที่เหลือ หลังหักสิ่งที่ใช้ไปแล้วในกลุ่มเกษียณ (PVD, กบข., กอช., ประกันบำนาญ, RMF) และวงเงิน Thai ESG/ESGX ส่วน จะซื้อจริงเท่าไหร่ ต้องดูเป้าหมายการเงินและสภาพคล่องของคุณด้วย (เพราะต้องถือครองหลายปี)
กติกาที่ใช้คำนวณ (ปีภาษี 2569)
| รายการ | เพดานลดหย่อน | อยู่ในกลุ่ม |
|---|---|---|
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) | ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง | กลุ่มเกษียณ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท |
| กบข. / กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน | ตามเพดานของกองทุนนั้น | |
| กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) | ไม่เกิน 30,000 บาท | |
| ประกันชีวิตแบบบำนาญ | ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท | |
| RMF | ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน | |
| Thai ESG + Thai ESGX (เงินใหม่) | ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท (ใช้วงเงินร่วมกัน) | แยกจากกลุ่มเกษียณ |
| Thai ESGX จากการสับเปลี่ยน LTF | รวมสูงสุด 500,000 บาท: ปี 2568 ไม่เกิน 300,000 และปี 2569–2572 ปีละไม่เกิน 50,000 | แยกจากวงเงินเงินใหม่ (ไม่ผูก 30%) |
เงื่อนไขการถือครองโดยสรุป: Thai ESG / Thai ESGX ต้องถือครอง 5 ปี (นับวันชนวัน) ส่วน RMF มีเงื่อนไขการถือครองและอายุตามหลักเกณฑ์ของกองทุน ควรอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนซื้อ
สูตรที่เครื่องมือใช้
- เพดาน 30% = เงินได้พึงประเมินรวม (40(1)–(8)) × 30%
- สิทธิ RMF ที่เหลือ = min(เพดาน 30%, 500,000 − (PVD + กบข. + กอช. + ประกันบำนาญ)) − RMF ที่ซื้อแล้ว
- สิทธิ Thai ESG/ESGX ที่เหลือ = min(เพดาน 30%, 300,000) − (Thai ESG + Thai ESGX ที่ซื้อแล้ว)
- สิทธิจาก LTF ปี 2569 = min(50,000, (ยอดสับเปลี่ยน LTF สูงสุด 500,000 − 300,000) ÷ 4)
- สิทธิเหลือจากเงินลงทุนใหม่ = สิทธิ RMF ที่เหลือ + สิทธิ Thai ESG/ESGX ที่เหลือ โดยถ้าผลิตภัณฑ์ใดซื้อเกินสิทธิ จะ ไม่ นำส่วนเกินไปหักลบกับสิทธิของอีกผลิตภัณฑ์ (เพราะเป็นคนละเพดาน)
ตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ 1: เงินได้ 2,000,000 บาท ใช้สิทธิ PVD 180,000 และซื้อ RMF แล้ว 100,000
- เพดาน 30% = 600,000 · พื้นที่กลุ่มเกษียณที่เหลือ = 500,000 − 180,000 = 320,000
- RMF ซื้อได้อีกไม่เกิน min(600,000, 320,000) − 100,000 = 220,000
- Thai ESG/ESGX ซื้อได้ไม่เกิน min(600,000, 300,000) = 300,000 · รวมพื้นที่สิทธิ 520,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 (ซื้อเกินสิทธิ): เงินได้และ PVD เท่าตัวอย่างที่ 1 แต่ซื้อ RMF ไปแล้ว 400,000 และ Thai ESG 350,000
- RMF: สิทธิรวม 320,000 แต่ซื้อ 400,000 → เกิน 80,000
- Thai ESG: สิทธิรวม 300,000 แต่ซื้อ 350,000 → เกิน 50,000
- ส่วนที่เกินใช้ลดหย่อนไม่ได้ (และอาจติดเงื่อนไขถือครองโดยไม่ได้สิทธิภาษี)
ตัวอย่างที่ 3 (สับเปลี่ยน LTF): สับเปลี่ยน LTF เป็น Thai ESGX ในปี 2568 มูลค่า 500,000 บาท → ใช้สิทธิปี 2568 ได้ 300,000 ส่วนที่เหลือ 200,000 ทยอยปีละ 50,000 ในปี 2569–2572 (ถ้าสับเปลี่ยน 400,000 จะเหลือ 100,000 ทยอยปีละ 25,000)
ข้อจำกัดที่ควรรู้
- เป็นเครื่องมือวางแผนเบื้องต้น ไม่ใช่การยื่นภาษี ผลจริงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละคน ควรตรวจกับหลักเกณฑ์ล่าสุดของกรมสรรพากร ก.ล.ต. และหนังสือชี้ชวน
- ช่อง "เงินที่ใช้สิทธิ" ให้กรอกส่วนที่ใช้สิทธิจริง เครื่องมือเตือนเมื่อเห็นว่าอาจเกินเพดาน แต่ไม่ตรวจเพดานเฉพาะของแต่ละกองทุนครบทุกกรณี (เช่น กบข. และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนมีเพดานต่างกัน)
- ไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น เช่น ประกันชีวิต/สุขภาพ เบี้ยบิดามารดา ดอกเบี้ยบ้าน และไม่คำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง
- การสับเปลี่ยน LTF เครื่องมือสมมติว่าใช้สิทธิปี 2568 ครบ 300,000 แล้วทยอยส่วนที่เหลือเท่า ๆ กัน และมีเงื่อนไขเฉพาะของมาตรการ (เช่น ต้องสับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่กำหนด) ควรตรวจสอบกับ บลจ. ที่ถือกองทุน
- กฎเปลี่ยนได้ทุกปี ตัวเลขในหน้านี้ใช้กับปีภาษี 2569
โจทย์ให้ลองคิด (สำหรับใช้สอน)
- เงินได้ 400,000 บาท ใช้ PVD 30,000 ซื้อ RMF ได้อีกเท่าไหร่? เพราะเหตุใดเพดาน 30% จึงเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ 500,000?
- ถ้า PVD + ประกันบำนาญ ใช้สิทธิรวม 500,000 แล้ว ยังซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนได้ไหม? Thai ESG ได้ไหม? ต่างกันเพราะอะไร?
- ผู้ที่อยู่ฐานภาษี 10% กับ 30% การซื้อกองทุนลดหย่อน 100,000 บาท ประหยัดภาษีต่างกันเท่าไหร่? และเหตุใดจึงไม่ควรซื้อเพียงเพราะ "ได้ลดหย่อน"?